หน้าแรกท็อปไลน์ - ไดมอนด์
ค้นหาเพลง
 
30 มกราคม 2555
หน้าแรกท็อปไลน์ - ไดมอนด์>ดวงชะตา > ตามรอยพ่อปู่เจ้ายี่กอฮง

 

ตามรอยพ่อปู่เจ้ายี่กอฮง มหาลาภนักเสี่ยงโชค เจ้าพ่อแห่งหวย

วันนี้ทางทีมงานนิตยสารโหรามหาเวทย์ ขอนำท่านผู้อ่านมาท่องเที่ยวแสวงหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในย่านเยาวราชกัน

 

 

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ทางทีมงานเองต้องถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็น “อันซีนไทยแลนด์ (UNSEEN THAILAND)” ที่หนึ่งเลยทีเดียวก็ว่าได้ นั่นเพราะอะไร? ก็เพราะว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ลึกลับมองเห็นได้ยาก

 

หลายๆ ท่านอาจเคยไปตระเวนไหว้พระไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในย่านถนนมังกรแห่งนี้มากันหลายครั้งแล้ว แต่จะมีสักกี่ท่านรู้บ้างว่ามีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ที่นักเสี่ยงโชคหรือคนที่ชอบขอหวยเดินทางไปกราบไหว้ขอโชคลาภกันอยู่บ่อยๆ ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น

 

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีชื่อว่า ศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮง (????) ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่กับความเป็นมาของย่านเยาวราชเรา ตามมาครับเราจะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กัน

 

ในย่านเยาวราชมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่ชาวไทยเชื้อสายจีนนั้นรู้จักกันดีก็คือ วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ (???) นั่นเอง โดยเราจะเริ่มต้นกันที่ตรงนี้

 

เมื่อเรามาถึงวัดมังกรกมลาวาสแล้ว ให้ท่านผู้อ่านหันหน้าเข้าหาตัววัด จากนั้นให้เดินไปทางขวามือสัก ๑๕ – ๒๐ เมตร ก็จะเจอตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่งซึ่งเป็นตรอกที่ขายกระดาษเงินกระดาษทองเครื่องเซ่นไหว้ ตรงหน้าปากซอยจะมีร้านขายขนมมงคลจีนจำพวกคักท้อก๊วยและซิ่วท้ออยู่ตรงหน้าทางเข้า

 

ก็ให้ท่านผู้อ่านเดินทะลุเข้าไปในตรอกนั้นเลย เดินเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะทะลุออกมากำแพงรั้วของวัดคณิกาผลตรงถนนพลับพลาไชย ถ้าเดินเลยไปหน่อยก็จะเป็นศาลเจ้าไต้ฮงกง

 

เมื่อมาถึงหน้าวัดคณิกาผลก็ให้ท่านผู้อ่านมองไปฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นที่ตั้งของสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ซึ่งบริเวณนี้เองจะเป็นที่ซึ่งทางทีมงานของเราจะพาท่านไปรู้จักกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นอันซีนไทยแลนด์ของเรากัน

 

เอาล่ะครับบางท่านคงจะเริ่มงงกันแล้ว บางท่านก็อาจจะนึกภาพตามไม่ออกว่าตรง สน.พลับพลาไชยนี่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ เพราะเมื่อกวาดสายตาไปทางขวาก็เห็นจะมีแต่ศาลเจ้าหลีตี่เบี้ยว ไอ้ครั้นจะมองไปทางซ้ายก็เห็นแต่มูลนิธิปอเต็กตึ้งกับศาลเจ้าหน่ำไฮ้กวนอิมเนี๊ยเท่านั้น แล้วศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงอยู่ตรงไหนเล่า?

 

คำตอบก็ไม่ยากครับ เพราะศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงแห่งนี้ตั้งอยู่บนดาดฟ้าชั้น ๔ ของสน. พลับพลาไชยนั่นเอง จึงทำให้หลายๆ ท่านได้ยินแต่ชื่อเสียงของศาลเจ้าแห่งนี้ แต่ไม่เคยได้เห็นกันมาก่อนว่าอยู่ตรงไหน

 

เมื่อเราเข้าไปในสน.พลับพลาไชยแล้วเขาก็จะมีป้ายบอกทางขึ้นไปศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงที่เลื่องชือเกี่ยวกับการขอโชคขอลาภที่เราได้พาท่านมารู้จักกัน

 

ตรงที่ตั้งของสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยในปัจจุบันแห่งนี้นั้น ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งบ้านของท่านยี่กอฮงผู้นำชาวจีนท่านหนึ่งในยุคสมัยของรัชกาลที่ ๖

 

ท่านเป็นชาวจีนแต้จิ๋วที่ถือกำเนิดในมณฑลกวางตุ้งในช่วงปี พ.ศ.๒๓๙๔ แซ่ “แต้” และมีนามว่า “หงี่ฮง” บ้างก็ว่าท่านนั้นถือกำเนิดในประเทศไทย ตรงแถวสี่กั๊กพระยาศรี โดยบิดามีอาชีพค้าผ้า ต่อมาเมื่อบิดาของท่านได้เสียชีวิตลง ท่านได้เดินทางไปอยู่กับญาติและศึกษาต่อที่ประเทศจีน จนอายุ ๑๖ ปีจึงเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง ช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยตั้งปณิธานว่าจะมาประกอบอาชีพทำการค้าขายในสยามประเทศจนกว่าชีวิตจะหาไม่

 

การกลับมาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยของท่านครั้นนั้นท่านได้เลือกไปอาศัยและค้าขายอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วได้สมรสเป็นลูกเขยของคหบดีย่านตลาดสันป่าข่อย

 

ซึ่งไม่แน่ใจว่าท่านคหบดีในสมัยนั้นมีหลายท่าน จะเป็นท่าน “หลวงศรีประกาศ” เจ้าของโรงแรมและภัตตาคารจีนชื่อดังในสมัยนั้น ซึ่งยังมีธุรกิจการเดินรถโดยสารสายเชียงใหม่ – ลำปางและการค้าอีกหลายอย่างในช่วงเวลานั้น

 

หรือจะเป็นคหบดีใหญ่ในช่วงเวลานั้น คือ หลวงอนุสารสุนทร เจ้าของที่ดินย่านไนท์บาซ่าตรงตลาดอนุสาร ผู้เป็นต้นตระกูล “ชุติมา” และ “นิมมานเหมินทร์” ซึ่งท่านยี่กอฮงอาจจะเป็นเขยของคหบดีท่านหนึ่งท่านใดก็ได้ เนื่องจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนกล่าวแต่เพียงสั้นๆ ว่าเป็นเขยของคหบดีใหญ่ในสมัยนั้น เท่านั้นเอง

 

จนท่านอายุได้ประมาณ ๓๐ ปีท่านได้โดยล่องแพนำสินค้าลงมาค้าขายอยู่แถวบริเวณหน้าจวนของท่านเจ้าคุณโชฎึกราชเศรษฐี แถววัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (ไม่แน่ใจว่าเป็นท่านเจ้าคุณเถียน ต้นสกุลโชติกเสถียรหรือไม่ แต่เมื่อสืบความดูแล้วน่าจะใช่ เพราะพระยาโชฎึกราชเศรษฐีมีอยู่หลายยุคหลายสมัยและมีอยู่หลายท่าน แต่คนล่าสุดที่มีชื่อเสียงอยู่สมัยรัชกาลที่ ๖ ในข้อเขียนของอาจารย์ประภัสสร ก็น่าจะเป็นท่านเจ้าคุณเถียนมากที่สุด)

 

เมื่อค้าขายได้กำไรมีทรัพย์ในระดับหนึ่งแล้วท่านจึงตัดสินใจมาตั้งรกรากทำการค้าอยู่ที่พระนครโดยถาวร โดยเลือกทำเลปลูกตึกอยู่ตรง สน.พลับพลาไชยในปัจจุบัน

 

อันนามว่า “ยี่กอฮง” นั้นท่านได้มาเมื่อครั้นเข้าร่วมขบวนการลับแห่งหนึ่งที่ต่อต้านราชวงศ์ชิง - กอบกู้ราชวงศ์หมิง ด้วยบุคลิกลักษณ์การเป็นผู้นำของท่าน ทำให้ท่านก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งหัวหน้ารอง เพราะคำว่า “ยี่กอ (??)” จะมักใช้เรียกผู้ที่ตนนับถือในฐานะพี่รอง

 

แม้ภายหลังสมาคมลับแห่งนี้ได้มีการเปลี่ยนพี่ใหญ่ (??) หรือหัวหน้าใหญ่ใหม่ ท่านก็ไม่ขอรับตำแหน่งพี่ใหญ่ ยังคงความเป็นพี่รองต่อไป

 

เมื่อครั้น ดร.ซุน ยัดเซ็น นักปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทยก่อนโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ ท่าน ดร.ซุนได้มารู้จักสนิทสนมกับท่านยี่กอฮงเป็นอย่างมาก จนถึงกับขนานนามท่านยี่กอฮงว่าเป็น “ตี๊ย่ง” หรือ “ผู้มีสติปัญญาความกล้าหาญมาก

 

หลังจากราชวงศ์ชิงถูกโค่นล้มไปแล้ว ท่านยี่กอฮงก็ได้ตั้งอกตั้งใจทำการค้ามากมายหลายอย่าง ทั้งค้าขายกับคนไทยด้วยกันและกับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายกับประเทศไทย จนมีโรงสีชื่อ “เคียมฮั่ว” เป็นของตัวเองในเวลานั้น

 

เมื่อธุรกิจหลายๆ ธุรกิจของท่านรุ่งเรืองรุดหน้าตลอดมา จนทำให้ท่านมีฐานะติดอันดับมหาเศรษฐีในสมัยนั้นและมีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชนชั้นเจ้านายในพระบรมมหาราชวังเลยทีเดียว

 

ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ประเทศไทยต้องมาประสบกับวิกฤตการณ์ทางด้านการเงินการคลัง จึงมีนโยบายให้เปิดบ่อนเบี้ยหวยเสรีขึ้นเพื่อหาเงินเข้าท้องพระคลังหลวง

 

ท่านยี่กอฮงจึงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้จัดการดำเนินการควบคุมบ่อนเบี้ยหวย ก ข โดยให้ทำการออกหวยวันละ 2 ครั้งในช่วงสายและเย็น (มีลักษณะคล้ายๆ หวยปิงปองหรือจับยี่กี่ในปัจจุบันนั่นเอง) ซึ่งท่านก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีเยี่ยม สามารถหาเงินส่งส่วยเข้าท้องพระคลังหลวงได้เป็นจำนวนมาก

 

ตอนที่ท่านรับหน้าที่คุมบ่อนเบี้ยหวยนั้นกล่าวกันว่า ท่านได้ให้ความสนใจในเรื่องวิชาคาถาอาคมของไทยเราเป็นอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานกันว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า

 

ในคราวที่ท่านคุมบ่อนฮวยหวยที่สามยอดนั้น ท่านก็นำวิชาอาคมที่เล่าเรียนมาใช้ป้องกันสะกดคู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้าม ที่จะเข้ามาใช้เวทมนต์คดโกงหรือเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับบ่อนของท่านอยู่บ่อยครั้ง โดยได้กระทำพิธีอย่างถูกต้องตามตำราอย่างสมบูรณ์ ได้รับการกล่าวขานกันว่าอย่าคิดมาโกงหรือใช้คาถาในบ่อนของท่านอย่างเด็ดขาดเพราะจะใช้ไม่ได้ผล จนทำให้กิจการบ่อนฮวยหวยของท่านเจริญรุ่งเรืองอย่างหาใครเทียบไม่ได้เลยในสมัยนั้น

 

เมื่อท่านได้เงินจากการเปิดบ่อนฮวยหวยจนร่ำรวยมาแล้ว ก็มีผู้มาเสนอให้ท่านเปิดโรงฝิ่นเพราะสามารถทำกำไรได้งาม ใครเสพแล้วมักติดต้องกลับมาเสพอีก แต่ท่านก็ปฏิเสธยืนกรานว่าจะไม่ประกอบอาชีพเปิดโรงฝิ่น เนื่องจากเป็นอาชีพที่เลวร้ายเกินกว่าที่ท่านจะรับได้ และยังอาจจะเป็นเหตุให้แผ่นดินสยามที่มีบุญคุณต่อท่านต้องอ่อนแอลงไปเหมือนเมื่อครั้นในสมัยราชวงศ์ชิง ที่ชาวจีนติดฝิ่นกันงอมแงมจนไม่มีเรี่ยวแรงไปต่อสู้กับศัตรูต่างชาติที่เข้ามายึดประเทศจีน จึงไม่ปรารถนาให้ประเทศไทยเป็นอย่างประเทศจีนในสมัยนั้น

 

คนเราเมื่อร่ำรวยแล้วก็ต้องรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นในด้านสาธารณกุศลอันเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่ชาวจีนยึดถือปฏิบัติกันมายาวนานสืบต่อกันมา

 

ท่านได้สร้างสาธารณประโยชน์ไว้อย่างมากมาย อาทิเช่น ถนน, โรงเรียนเผยอิง, ศาลเจ้าเก่าถนนทรงวาด, ศาลเจ้าไต้ฮงกง, ก่อสร้างท่าน้ำฮั่วเซี้ยม, ริเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลเทียนฟ้า และเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิปอเต็กตึ้งขึ้น โดยชักชวนเหล่าพรรคพวกเพื่อนฝูงในสมัยนั้นเช่นตระกูลหวั่งหลี ล่ำซำ และ ฯลฯ มาร่วมกันสร้างมูลนิธิช่วยเหลือผู้ยากไร้ตกทุกข์ได้ยากและสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดีแต่ยากไร้ อีกทั้งยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการรณรงค์หาเงินเข้าสภากาชาดไทยอย่างมากมาย

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบความและทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นรองหัวหมื่น พระอนุวัฒน์ราชนิยม และยังพระราชทานนามสกุลเพื่อเป็นบำเหน็จความดีความชอบและเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลให้ว่า “เตชะวนิช” คอยควบคุมดูแลการส่งสินค้าเข้าตรงบางรัก

 

ไม่เพียงแต่ท่านจะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางในสยามประเทศเท่านั้น ตามประวัติเล่ากันว่าเดิมในยุคนั้นท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางแมนจู ขุนนางไต้หวันและขุนนางฝรั่งเศสด้วย รวมท่านได้เป็นขุนนางถึง ๔ ประเทศในช่วงเดียวกัน อันเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลท่านเป็นอย่างมาก

 

ต่อมาบั้นปลายชีวิตของท่านในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง ทำให้ท่านเกิดปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรงจนถูกฟ้องล้มละลาย ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดไปเป็นของหลวง รวมทั้งตัวบ้านของท่านด้วย แต่เนื่องจากท่านได้ประกอบคุณงามความดีให้แก่บ้านเมืองไว้เดิมเป็นอันมาก จึงอนุญาตให้ท่านอาศัยอยู่ในบ้านของท่านตรง สน.พลับพลาไชยไปจนตลอดชีวิต

 

แล้วในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านก็ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในบ้านหลังนี้รวมสิริอายุ ๘๕ ปี ขณะเดียวกันหลวงอดุลเดชจรัส ผู้เป็นอธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้นมีความต้องการใช้บ้านของท่านมาเป็นโรงพักกลางแทนโรงพักสามแยกที่ถูกไฟไหม้เสียหายไป จึงทำการรื้อตัวอาคารเดิมทั้งหมดทิ้งลง แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน และสร้างศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงไว้บนโรงพักแห่งนี้ด้วย อันเป็นที่เคารพนับถือเป็นอย่างมากของเหล่าตำรวจและประชาชนทั่วไป

 

ต่อมาได้มีการก่อสร้าง สน.พลับพลาไชยใหม่อีกครั้งและศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงก็ยังได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ด้วย บนดาดฟ้าชั้น ๔ คู่กับสน.พลับพลาไชยให้ได้กราบไหว้ขอโชคลาภกันมาถึงปัจจุบัน

 

ศาลพ่อปู่เจ้ายี่ฮงกงถือว่าเป็นศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งของชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวไต้หวัน ชาวฮ่องกง ชาวสิงคโปร์ ชาวมาเลเซีย จะให้ความนับถือกันเป็นอย่างมาก จนมีเรื่องราวปรากฏบนเว็บไซต์ของประเทศที่กล่าวมาอย่างมากมายหลายเว็บ

ด้วยเริ่มแรกเดิมทีนั้นเชื่อกันว่าเดิมนั้นท่านเป็นเจ้าของโรงหวยบ่อนเบี้ยที่โด่งดังร่ำรวย มีวิชาอาคมที่แก่กล้า และอีกทั้งท่านยังเป็นผู้ที่มีความเมตตาปราณีชอบให้ความช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงมีผู้คนมาบนบานสารกล่าวขอให้ท่านช่วยเหลือให้มีโชคลาภและรอดพ้นจากความยากจน ซึ่งหลายๆ คนก็ได้โชคลาภร่ำรวยกลับไป จึงทำให้ศาลแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องการมาขอโชคขอลาภ

 

มีผู้ขนานนามให้ท่านอย่างมากมาย อาทิเช่น อากงของนักเสี่ยงโชค, เทพเจ้าแห่งการเสี่ยงโชค, เทพเจ้าแห่งโชคลาภ, เจ้าพ่อแห่งหวย และอีกมากมายหลายชื่อ

 

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ณ ศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงบนดาดฟ้าชั้น ๔ ของ สน.พลับพลาไชยแห่งนี้ จึงมีประชาชนเดินทางมาขอโชคขอลาภขอหวยกันอย่างมากมาย บ้างก็มาขอให้ช่วยปลดหนี้ บ้างก็ขอให้ประสบความสำเร็จมีโชคลาภในการค้าขาย กันอยู่มากมายตลอดเวลา

 

การจะมากราบไหว้ขอโชคขอลาภกับพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงนั้น ทางผู้ร่วมก่อสร้างศาลใหม่แห่งนี้ (เฮียเมา) ได้บอกเคล็ดลับให้ว่า

 

“ถ้าจะมาขอโชคขอลาภกับพ่อปู่นั้น ให้เตรียมเอาของมาทำการสักการะด้วย 3 อย่าง คือ โอยั๊วแก่ๆ ไม่ใส่น้ำตาล (กาแฟดำโบราณ) หมากพลูและพวงมาลัยดอกดาวเรือง ซึ่งถือทั้ง 3 อย่างนี้เป็นของโปรดของท่าน แล้วจะไม่ผิดหวัง”

 

อีกทั้งอย่าลืมเช่าเหรียญพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงติดตัวกลับไปบูชาที่บ้านของท่านด้วยด้วยนะครับ อีกอย่างถ้าไปบนอะไรไว้ ถ้าเรื่องที่บนนั้นสำเร็จให้รีบมาแก้บนกันด้วยนะครับ...สวัสดี

 

โดย อ. แหนม

แหล่งที่มา :