หน้าแรกท็อปไลน์ - ไดมอนด์
ค้นหาเพลง
 
5 มีนาคม 2555
หน้าแรกท็อปไลน์ - ไดมอนด์>ดวงชะตา > พิธีกรรมส่งจ้าวขึ้นสวรรค์

พิธีกรรมส่งจ้าวขึ้นสวรรค์ ทรงกวนอู ขย่มบัลลังค์มีด ไม่ระคายเส้นขน

ตามไปดู! “พิธีกรรมส่งจ้าวขึ้นสวรรค์”

ทรงกวนอู...แสดงอิทธิฤทธิ์ ขย่มบัลลังค์มีด!!!

“ไม่ระคายเส้นขน”

เหลือเชื่อ...ซด! เหล้า 100 ขวด...ยังนิ่ง?!

 

เพิ่งผ่านพ้นเทศกาลตรุษจีนกันมาไม่นานนะครับ เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนคงอิ่มหนำสำราญ เบิกบานใจ กันไปเป็นทิวแถวสำหรับปีใหม่จีนที่ผ่านมา ใครได้รับอั่งเปา แต๊ะเอีย กันบ้างครับอย่าลืมแบ่งปันความสุขให้กับคนใกล้ตัวกันด้วยล่ะ โดยเฉพาะลูกๆ หลานๆ ที่รอมาทั้งปีก็เพราะอยากให้ถึงวันนี้แหละจะได้ทั้งขนมและตังค์ซื้อของเล่น

ซึ่งเดือนที่แล้วครับท่านผู้อ่าน เพื่อให้เข้ากับเทศกาลตรุษจีน ทีมงานนิตยสารเซียนได้เดินทางไปยัง จ.ชลบุรี โดยเราใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทย์ ทางหลวงหมายเลข 2 เส้นบางนา – ตราด ออกจากกองบรรณาธิการที่ลาดพร้าว วิ่งตรงเข้าตัวเมืองชลบุรีไปเลยนะครับ

จากนั้นก็ผ่านแยกอ่างศิลา จนถึงแยกบางแสน ก็ค่อยๆ ลดระดับความเร็วลง สังเกตว่าทางขวามือจะเป็นตลาดหนองมน ส่วนทางซ้ายเล็งธนาคารกสิกรไทยเอาไว้ เลยธนาคารนั่นแหละครับจะมีทางให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป พอเลี้ยวปุ๊บก็ตรงยาวไปเรื่อยๆ ข้ามทางรถไฟ หามายากครับเพราะจะมีป้ายบอกทางอยู่ตลอด

สถานที่ๆ เราจะพาท่านผู้อ่านไปนี้เรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อกวนอู บ้านไร่ไหหลำ” ตั้งอยู่ ต.เหมือง อ.เมือง จ.ชลบุรี เพราะที่นี่กำลังจะมีการจัดงานใหญ่คือ “การส่งเทพเจ้ากวนอูขึ้นสู่สรวงสวรรค์” เพื่อขึ้นไปประชุมรับบัญชาโองการสวรรค์กับเหล่าเทพทั้งหลาย

ศาลกวนอูที่ว่านี้จากที่เรามองจากภายนอกนับว่าใหญ่โตอลังการงานสร้างพอได้เลยทีเดียวครับ ซึ่งทั้งทีมงานนิตยสารเซียนและทีมงานรายการเปิดตำนานความเชื่อต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “สุดยอดจริงๆ” ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากมูลนิธิกู้ภัยมากนะครับ ที่นำขบวนให้เรามาจนถึงจุดหมายปลายทาง

พอไปถึงเราได้พบการต้อนรับจาก “เฮียเหลียง” หรือคุณนัฐวุฒิ กสิณเกษมพงศ์ อายุ 54 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการศาลเจ้ากวนอูไหหลำนี้เอง อีกทั้งเป็นประธานมูลนิธิเที่ยงธรรมที่กำลังจัดสร้างเรือนพยาบาลรักษาคนฟรีอีกด้วย เรียกได้ว่าเฮียเหลียงเป็นคนที่เล็งเห็นถึงประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

เฮียเหลียงย้อนความหลังให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นชุมชนบ้านไร่ไหหลำอย่างเช่นทุกวันนี้มีที่มาจากคนจีนไหหลำโพ้นทะเลที่อพยพกันเข้ามาอยู่เมืองไทย ซึ่งก็มาตั้งรกรากกันอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลานานมากแล้ว แต่จู่ๆ เกิดศาลกวนอูขึ้นมาได้อย่างไร ประเด็นนี้ก็มีที่มาที่ไปอย่างอัศจรรย์ใจยิ่ง

“มีคนจีนที่ชื่อว่าแปะหล่งหลีซึ่งเขาเป็นคนทรงคนแรกของศาลได้อันเชิญเทพเจ้ากวนอูมาจากเมืองจีน ทว่าก่อนหน้านั้นแกได้ก่อกระถางธูปและตั้งจิตอธิษฐานแล้วก็อุ้มกระถางธูปนั้นลงไปในน้ำให้มันลอยไปตามน้ำเรื่อยๆ และแล้วกะถางธูปของแกก็มาลอยน้ำหยุดตรงสถานที่ตั้งศาลหลังนี้ ก็เลยดำริว่าจะจัดสร้างที่ประทับให้กับเทพเจ้ากวนอูที่อันเชิญมาจากเมืองจีน” เฮียเหลียงเปรยถึงที่มา

หมายความว่าจุดที่กระถางธูปลอยมาหยุดจนสุดท้ายมีการสร้างศาลกวนอูนั้นก็ด้วยเพราะเทพเจ้ากวนอูท่านคงมีเมตตาธรรมอย่างมากที่จะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ช่วยเหลือมนุษย์ที่ตกยากหรือมีความทุกข์ระทม ทำให้ “แปะหล่งหลี” กลายเป็นคนแรกที่สร้างศาลและเป็นร่างทรงเทพเจ้ากวนอูไหหลำคนแรกเช่นกัน

ต่อมาย้อนไปเมื่อราวๆ 80 ปีก่อน “แปะตังไป๊” ก็กลายมาเป็นร่างทรงคนที่ 2 ต่อจากแปะหล่งหลีที่เสียชีวิตไป ก็มีการสืบทอดเจตนารมณ์กันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งมีการบูรณะสร้างศาลกวนอูขึ้นมาใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิมอีกต่างหาก ซึ่งระหว่างที่แปะตังไป๊ดำรงชีพอยู่นั้นเฮียเหลียงยังเป็นวัยรุ่นอยู่ก็ได้มีโอกาสมาสัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ที่นี่เช่นกัน ซึ่งขณะนั้นตัวเขาเองก็ยังไม่ค่อยจะมีความเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่

แต่แล้วศาลก็ถูกปล่อยร้างมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี กระทั่งจวบจนปี พ.ศ.2529 เฮียเหลียงได้โอกาสเข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงศาลกวนอูใหม่หมดหลังจากร้างรามานับทศวรรษ จนเป็นการสร้างศาลใหม่เป็นครั้งที่ 3 รวบรวมทุนทรัพย์จากเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคารพนับถือในองค์เทพเจ้ากวนอูเพื่อร่วมกันจัดสร้างศาลใหม่อย่างที่เห็นในตอนนี้

“เดิมทีนะผมเป็นคนมุทะลุ ไม่เคยเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เคยแม้กระทั่งว่าดูถูกการทรงเจ้าว่าเป็นการแสดงละครตบตา เป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ ไม่ว่าศาลเจ้าที่ไหนผมก็ไม่เข้าไปเลย เพราะไม่เชื่อมาเป็นทุนเดิม แต่ภายหลังมาก็มารู้ตัวว่าที่นี่ของจริงนะ เทพเจ้ามีตัวตนจริงๆ สิ่งที่ทำให้ผมเชื่ออย่างมากคือ ตอนที่ผมป่วยเข้าโรงพยาบาล รู้สึกว่าเราฝันอะไรแปลกๆ มีคนมาบอกว่าให้ผมมารับใช้เจ้า จากนั้นก็มาฝันเห็นกวนอูตัวใหญ่เสียงดัง แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าท่านเป็นองค์กวนอู” เฮียเหลียงยอมรับว่าไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อน

“เชื่อมั้ยว่าผมไม่เชื่อถึงขั้นท้าทายถอยรถชนต้นตะเคียนทองจนล้มก็เคยทำมาแล้ว ขนาดเขาว่ากันว่าต้นตะเคียนเป็นต้นที่เฮี้ยนมากเรายังไม่สนใจเลย ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับผมนั้น ไม่มีโรงพยาบาลไหนรักษาให้หายได้เลย ทั้งป่วย ทั้งอาเจียน ปวดหัวจนสอมงแทบระเบิดออกมาเป็นจุณ ร่างกายก็ซูบผอมลงไปเยอะ จนมาฝันอีกทีเจ้าพ่อกวนอูมาบอกว่าให้มาที่ศาลแล้วจะช่วยรักษาความเจ็บป่วยให่หายขาด” เผยถึงต้นตอการมารับใช้เทพกวนอู

กระทั่งเฮียเหลียงไปที่ศาลเจ้าแล้วจุดธูปกราบขอพรเทพเจ้ากวนอูขอให้ตัวเองหายจากอาการเจ็บป่วย แล้วก็ปรากฏว่าหายจริงๆ ครับท่านผู้อ่าน ทั้งๆ ที่ทั้งหมอดีๆ โรงพยาบาลดีๆ ในเมืองชลก็ไม่สามารถคลี่คลายได้ เรียกได้ว่าตั้งแต่วันนั้นเฮียเหลียงก็ก้าวเข้ามาสู่โองการแห่งเทพเข้าให้แบบถอนตัวไม่ขึ้น จนต้องมาเป็นผู้รับใช้ท่านไปโดยปริยาย

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงปีนี้เฮียเหลียงก็ก้าวล่วงเข้าสู่ปีที่ 24 แล้วสำหรับการเป็นม้าทรงให้เทพเจ้ากวนอูลงมาประทับร่างเพื่อโปรดสัตว์ แล้วในครั้งนี้เองที่ทีมงานเซียนมาเจาะเรื่องราวปาฏิหาริย์เขาก็กำลังจัดพิธี “ฮวงอิ่ง” หรือที่เรียกกันว่า พิธีส่งเทพเจ้ากวนอูเสด็จสู่สรวงสววรค์ไปประชุมเทวบัญชา

ถือว่างานนี้เป็นงานใหญ่ของศาลเจ้าเลยก็ว่าได้ กรรมการบริหารทั้งหมดกว่า 100 ชีวิต ร่วมไม้ร่วมมือกันรังสรรค์งานนี้ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ทางทีมงานต้องขอขอบพระคุณการอำนวยความสะดวกในการทำงานและอาหารการกินเป็นอย่างสูงครับ ที่ท่านจัดเตรียมเอาไว้ในพวกเราได้อย่างยิ่งใหญ่จนไม่รู้จะประทับใจยังไงอีกแล้ว

ลืมบอกท่านผู้อ่านไปอย่างหนึ่งครับ ที่ศาลกวนอูแห่งนี้จะเรียกเทพเจ้ากวนอูสั้นๆ ว่า “อากง” ฉะนั้นอย่าได้งงนะครับหากตั้งแต่บรรทัดนี้ไปผมอาจจะเขียนถึงท่านว่าอากงบ้าง เพื่อให้สอดคล้องกับการเรียกขานของพี่น้องที่นี่ ซึ่งต่อจากนี้จะได้เล่าถึงขั้นตอนและพิธีการต่างๆ ให้ผู้อ่านได้รับทราบถึงความอัศจรรย์

ช่วงแรกเฮียเหลียงซึ่งเป็นม้าทรงนั้นได้ทำการไหว้เจ้าและปลุกเทพเจ้ากวนอูให้ตื่น ให้พร้อมกับการลงทรงด้วยการตีกลองและตีฆ้องร้องเปล่าสร้างความฮึกเหิมดังก้องไปทั้งพิธี จากนั้นก็ถึงเวลาที่ตัวเฮียเหลียงจะต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดทรงสีเขียวสดอันเป็นชุดที่เทพเจ้ากวนอูดำริขึ้น พร้อมทั้งมีกระบี่อาญาสิทธิ์และธงประกอบกันด้วย

เมื่อถึงเวลาที่เทพเจ้ากวนอูทรงร่างแล้วก็มีการซดเหล้าดำอันเป็นเครื่องดองของเมาที่ท่านโปรดปรานนำร่องไปก่อน จากตัวตนของเฮียเหลียงที่เป็นคนธรรมดาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พูดจาด้วยภาษาจีนโผงผาง เสียงดังกึกก้อง หน้าตาและเนื้อตัวแดงก่ำ โดยจะมี “เฮียจิ่ง” คอยประกบข้างๆ เพื่อแปลภาษาว่าท่านตรัสอะไรออกมาบ้าง หากให้ฟังภาษาจีนอย่างเดียวเราคงมึนหัวแน่นอน

ทีเด็ดอยู่ตรงนี้ครับท่านผู้อ่าน อากงโชว์บารมีด้วยการนั่งเก้าอี้เทพที่เป็นใบมีดแหลมคม แต่ไม่ใช่ว่าจะค่อยๆ นั่งลงแบบธรรมดา ใช้วิธีกระแทกทั้งเท้าทั้งก้นลงอย่างแรงเพื่อให้เห็นว่าแม้แต่ของมีคมก็ไม่ระคายผิวของเทพองค์นี้ไปได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางทีมงานได้ลองเอาผลส้มโยนใส่ดูเพื่อทดสอบความคมของใบมีด ปรากฏว่าผ่าครึ่งเลยครับท่าน ผมส้มจากที่กลมๆ อยู่กลายเป็นแบะออกเหมือนเอามีดผ่ากลาง

จากนั้นก็มีการให้โอวาทและบัญชาสิ่งต่างๆ ออกมาให้ลูกศิษย์ลูกหาได้รับทราบ แล้วทยอยให้แต่ละรายนำเครื่องดองของเมาและขนมต่างๆ มาถวายถึงมือท่าน โดยเฉพาะเหล้าดำที่อากงยกซดให้เห็นกับตา แถมไม่ดื่มคนเดียวเรียกทีมงานของเราไปพิสูจน์ด้วยว่าสิ่งที่ดื่มนั้นคือเหล้าจริงๆ เพราะตัวผมเองลองไปดื่มดูต้องบอกว่าขมปี๋ ฟุ้งไปทั้งปากเลยครับ อีกทั้งยังร้อนท้องวูบวาบอีกต่างหาก แสดงว่าร่างกายของอากงแข็งแกร่งมาก แต่ไม่รู้ว่าร่างจริงของเฮียเหลียงจะเป็นเช่นไร อันนี้ต้องรอดูตอนปกติอีกที

ในการนี้อากงได้ทำน้ำมนต์มาประพรมแก่บรรดาผู้เข้าร่วมงานด้วย อีกทั้งยังโปรยลูกอมกายสิทธิ์แจกจ่ายให้แก่บรรดาผู้ร่วมงานเก็บเอาไว้ หรือบางคนจะแกะอมเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองก็ได้ ส่วนตัวผมเองแย่งมาได้แค่ 2 เม็ดครับ กินไปเรียบร้อยไม่ได้เก็บเอาไว้เลย เพราะปากแห้งเลยขออนุญาตอมดีกว่า

“เฮียจิ่ง” ที่เป็นล่ามแปลบอกว่าปีนี้อากงอวตารลงมาในภาคของ “รัฐบุรุษแห่งซานซี” ที่สวมชุดเขียวก็เพราะว่าปีนี้มาในภาคบู๊ เพื่อขจัดความอยุธติธรรม และเหล่ามารร้ายให้สิ้นซาก

ทางทีมงานเซียนของเรานำจัดเตรียมป้ายโป๊ยเซียนไปให้อากงเจิมอักขระจีนด้วย แต่ที่ประทับใจเราอย่างมากคือ อากงเตรียมของขวัญให้เราเป็นประตูเงินประตูทองที่ด้านในเป็นภาพองค์เทพเจ้ากวนอูอย่างงดงาม ซึ่งท่านได้เจิมให้กับมือสดๆ แล้วมอบให้เราเป็นที่ระลึก ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นับว่าเป็นความประทับใจของเราที่ไม่อาจมีใครได้สัมผัสอย่างนี้

เมื่ออากงใช้หมึกแดงเขียนตัวอักษรจีนด้วยพู่กันและท่านก็จะใช้ตราปั๊มประทับลงไปอีกทอดหนึ่ง ทำให้เราสงสัยว่าตราประทับนั้นคืออะไรกัน แล้วมีความพิเศษอย่างไร เรื่องนี้เฮียจิ่งเปิดเผยว่า “ศาลกวนอูบ้านไร่ไหหลำแห่งนี้ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีน ซึ่งทางการจีนได้ออกตราประทับให้เราเพื่อการันตีถึงความถูกต้อง ไม่ว่าจะทำอะไรอากงก็จะต้องประทับตรานี้ลงไปด้วยทุกครั้ง บอกได้เลยว่าในเมืองไทยศาลกวนอูของเราเป็นศาลเดียวที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีน และได้รับตราประทับอันทรงเกียรตินี้มาครอบครอง”

ถัดมาถึงเวลาที่จะต้องเนรมิตภูเขาเงินภูเขาทองเพื่ออากงจะอุ้มขึ้นไปยังสรวงสวรรค์ด้วย เจ้าหน้าที่นำถาดมาปูผ้าสีแดงแล้วนำหีบบรรจุทองมาตั้งไว้แล้วให้บรรดาผู้เข้าร่วมงานและลูกศิษย์ลูกหาบริจาคทานตามทุนทรัพย์ที่ตั้งอกตั้งใจเอาไว้ แล้วโรยด้วยถั่วแดง อันเปรียบประหนึ่งเป็นความเจริญงอกงาม

เมื่อขั้นตอนดังกล่าวเรียบร้อยแล้วนั้นทางคณะกรรมการก็จะนำของถวายต่างๆ รวมทั้งกระดาษสีแดงที่ผู้คนเขียนคำขอพรใส่เอาไว้บรรจุลงไปในภูเขาที่กำลังจะสร้างขึ้น โดยค้ำเอาไว้ด้วยต้นไผ่อันสง่างาม ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ จากนั้นใช้ผ้าสีเขียวผืนยาวพันล้อมรอบให้เป็นรูปเสมือนภูเขาโอบล้อมโดยรอบเอาไว้ แล้วพันทับอีกทีด้วยผ้าสีแดง ต่อมาก็จะประดับด้วยหางนกยูง จนคล้ายกับว่าภูเขากลายเป็นดอกบัวกลายๆ

ก่อนที่อากงจะถึงเวลาเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ไปประชุมรับเทวบัญชา ซึ่งปีนี้เทพเจ้ากวนอูได้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้อยู่ด้วย ก็ได้มีการแสดงโอวาทเล็กน้อย โดยอากงกล่าวว่า “ปีนี้เศรษฐกิจอาจจะฝืดเคือง มีเงินมีทองต้องเก็บเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น อย่าสุลุ่ยสุร่าย แต่หากใครมีเงินเหลือเยอะ หาเวลาหยุดพักผ่อนยาวๆ ได้อย่างเต็มที่ ไม่เป็นไรไม่กระทบกับกิจการ ขอให้ทุกคนรวยๆ เฮงๆ มีความสุขตลอดไป”

และแล้วเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงจนได้ เมื่ออากงเตรียมตัวที่จะเสด็จขึ้นสูงสวรรค์แล้ว พิธีการในช่วงนี้ อากงจะไปยืนโอบอยู่บนแท่นที่เป็นภูเขานั้นเอง ปฏิกิริยาของอากงนั้นจะสั่นเครือ เหมือนกำลังถอดร่าง ทั้งช่างภาพนิ่งของเราและช่างภาพทีวีต้องเตรียมมุมให้พร้อม เพราะไม่อยากพลาดช็อตสำคัญไป

เมื่ออากงถอดร่างเสด็จสู่สรวงสวรรค์เรียบร้อยแล้ว ก็จะทิ้งร่างหงายหลังตึงลงมา โดยมีบันดาลูกศิษย์สานแขนเตรียมรองรับเอาไว้ พร้อมกันนั้นประทัดแดงด้านนอกกว่า 20,000 นัดก็ถูกละเลงจุดขึ้นอย่างอึกทึกคึกโครม เป็นสัญญาเฉลิมฉลองการส่งเทพขึ้นสวรรค์แบบเต็มรูปแบบ

ร่างของเฮียเหลียงที่เย็นเฉียบถูกนำมานอนแผ่หลาอยู่บริเวณปากประตูศาลเพื่อทำพิธีในขั้นตอนสุดท้าย ด้วยการร่ายสิ่งไม่ดี เสนียดจัญไรออกไปจากร่าง ซึ่งลูกศิษย์ที่ทำพิธีนี้จะใช้กระดาษเงินกระดาษทองสาวไปมาเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป แล้ววิ่งหน้าตั้งออกไปเผากระดาษให้วอดด้านนอกศาล เป็นอันจบพิธีฮวงอิ่ง

ทีมงานศาลเจ้าต้องใช้เวลาสักพักในการเรียกสติของเฮียเหลียงที่รับหน้าที่เป็นม้าทรงมาทั้งวัน เพราะหลังจากอากงออกจากร่างไปแล้วแกก็หน้าซีดเผือก นอนแผ่แบบเนื้อตัวเย็นเฉียบ แต่จู่ๆ แกก็ลุกขึ้นมาได้แบบกระฉับกระเฉงอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เหลือเค้ารางแห่งความอ่อนแรงเลยแม้แต่น้อย แถมยังมาปล่อยทีเด็ดขณะเลี้ยงโต๊ะจีนด้วยการโชว์ลูกคออีก 2 เพลงเข้าให้อีก สุดยอดจริงๆ เลยเฮีย

เราได้ลองสัมภาษณ์บุคคลที่เข้าร่วมพิธีถึงความเชื่อต่อองค์เทพเจ้ากวนอู ซึ่งคุณอรพงษ์ ศิริกานนท์ ผู้พิพากษาศาลฎีกาภาค 7 กล่าวว่า ผมนับถือในองค์เทพเจ้ากวนอูก็เพราะเราเป็นข้าราชการ ซึ่งการเป็นข้าของแผ่นดินต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ยิ่งเราอยุ่ในกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้ก็ต้องตั้งมั่นอยู่ในความเที่ยงธรรมแบบอากง

“ผมมาที่ศาลกวนอูแห่งนี้หลายปีติดต่อกันแล้วครับ อากงจะสอนให้ลูกหลานเป็นคนดีเสมอ เมื่อก่อนผมก็ไม่เคยเชื่อนะ การทรงเจ้าบางคนก็ว่าจริงบางคนก็ว่าเท็จ แต่สำหรับที่นี่ยืนยันด้วยเกียรติเลยว่าจริงแท้แน่นอน เพราะร่างทรงไม่มีหลุด พูดภาษาจีนตลอด ท่านสามารถทำนายทายทักคนที่มาจากต่างจังหวัดได้แม่นยำอีกด้วย” ผู้พิพากษาเปรย

ส่วนคุณอัจฉรา โกวิทานุพงศ์ อายุ 64 ปี ที่ปัจจุบันเปิดร้านแล็ปสี รับทำรูปถ่ายรูป อยู่จ.ตราด บอกว่า นับถือท่านอย่างแรงมาร่วมงานที่นี่กว่า 20 ปีแล้ว เริ่มแรกก็ยังเฉยๆ อยู่ แต่ก็มาประทับใจตรงที่เรามีอะไรเดือดเนื้อร้อนใจท่านช่วยเหลือเราหมดเลย จนตัวเองประสบความสำเร็จในธุรกิจการงานทุกอย่างด้วยดีมาตลอด

ด้านเฮียจิ่ง หรือคุณศุภชัย อิงคสุวรรณศิริ อายุ 63 ปี ที่เป็นทั้งล่ามแปลภาษาจีนและเป็นคณะกรรมการบริหารศาลเจ้ากวนอูไหหลำก็เปิดเผยกับทีมงานปิดท้ายเช่นกันว่า นานพอสมควรทีเดียวที่ตนเองศรัทธา มาอยู่กับศาลนี่ก็ 10 ปีมาแล้ว ตนเองต้องการพิสูจน์เรื่องราวในหลายๆ อย่าง

“อากงบอกผมว่าให้ผมรับหน้าที่เป็นคนแปลสารให้ลูกศิษย์ลูกหาได้รับทราบว่าอากงพูดอะไรไปบ้าง ครั้งหนึ่งยกขบวนกันไปที่เมืองลั่วหยาง ประเทศจีน จนทางการเขาสถาปนาศาลของเราให้เป็นหนึ่งในศาลเจ้ากวนอูของโลก อย่างที่เห็นกันนั่นแหละที่เราได้รับตราประทับกลับมาจากเมืองจีนด้วย”

ช่วงท้ายเป็นการเลี้ยงโต๊ะจีนสำหรับแขกที่มาร่วมงาน มีการจับรางวัลต่างๆ จนฮือฮาเพราะมีบางรายได้รางวัลเบิ้ลถึง 2 ครั้ง สร้างความสนุกสนานครื้นเครงให้กับทุกคนอย่างมาก ทางทีมงานก็มีความสุขจริงๆ ครับ ขอขอบพระคุณเฮียเหลียงและกรรมการทุกท่านที่ต้อนรับเราอย่างดีมา ณ ที่นี้ด้วย

 

นิตยสารเซียน

มุมพิศวง โดย กองบรรณาธิการ

แหล่งที่มา :